ใครที่ออกกำลังกายเป็นประจำหรือต้องเจอเหงื่อทุกวัน คงเข้าใจดีว่าบางที ซักผ้าเหม็นเหงื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลิ่นเปรี้ยวก็ยังไม่ยอมหายไปไหนสักที 😮💨 ถ้าใครกำลังเจอ ปัญหาเสื้อเหม็นเหงื่อซักไม่ออกอยู่ตอนนี้ ต้องบอกก่อนเลยว่าไม่ใช่เพราะซักไม่สะอาดหรือน้ำยาไม่ดีแน่นอนค่ะ เพราะต้นตอที่แท้จริงอยู่ที่เส้นใยผ้าซึ่งกักน้ำมันจากผิวหนังไว้ในระดับที่ผงซักฟอกทั่วไปละลายออกได้ไม่หมด
หลายคนสงสัยว่าทำไมกลิ่นเหงื่อติดเสื้อถึงซักเท่าไหร่ก็ไม่หาย โดยเฉพาะคนที่ต้องซักเสื้อกีฬาเหม็นเหงื่ออยู่บ่อยๆ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกสาเหตุที่แท้จริง ตั้งแต่ทำไมกลิ่นเหงื่อถึง ซักผ้า

ซักจนเหนื่อยแต่กลิ่นเปรี้ยวยังอยู่? ทำไมกลิ่นเหงื่อถึงซักไม่ค่อยออกจากเสื้อผ้า เผยตัวการร้ายที่ผงซักฟอกเอาไม่อยู่
ซักเสื้อกีฬาไปแล้วหลายรอบ ใช้ผงซักฟอกดีๆ ก็แล้ว แต่ทำไมซักผ้าเหม็นเหงื่อยังไม่หายสักที? ถ้าเจอปัญหาเสื้อเหม็นเหงื่อซักไม่ออกบ่อยๆ ต้องบอกก่อนเลยว่าตัวการร้ายที่แท้จริงไม่ใช่เหงื่อที่เราเห็นเป็นความเปียกชื้นเลยค่ะ 😮💨 เพราะจริงๆ แล้วเหงื่อของเราแทบไม่มีกลิ่นในตัวเอง สิ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นเหงื่อติดเสื้อคือ "ซีบัม" (Sebum) หรือน้ำมันที่ผิวหนังหลั่งออกมาพร้อมกับเหงื่อต่างหาก
ซีบัมมีลักษณะเหนียวข้นและมีความสามารถในการแทรกซึมลึกเข้าไปในเนื้อผ้าได้มากกว่าที่คิด เมื่อแบคทีเรียบนผิวหนังของเรามาสัมผัสกับซีบัมที่ติดอยู่บนเสื้อผ้า มันจะย่อยสลายน้ำมันเหล่านี้และปล่อยสารประกอบระเหยที่มีกลิ่นเปรี้ยวฉุนออกมา ซึ่งเป็นกลิ่นเหงื่อที่เราคุ้นเคยนั่นเอง ปัญหาคือผงซักฟอกทั่วไปที่ใช้กันอยู่ ถูกออกแบบมาเพื่อขจัดสิ่งสกปรกทั่วไปเป็นหลัก แต่ไม่ได้มีประสิทธิภาพเพียงพอในการสลายน้ำมันเหนียวข้นแบบซีบัมให้หลุดออกจากเส้นใยผ้าได้หมดจด
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการซักด้วยน้ำยาปกติซ้ำกี่รอบก็ยังไม่สามารถกำจัดกลิ่นให้หายขาดได้ เพราะตัวปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสกปรกทั่วไปที่มองเห็นได้ แต่อยู่ที่คราบน้ำมันที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งฝังตัวอยู่ลึกในโครงสร้างเส้นใยและเป็นแหล่งอาหารต่อเนื่องให้แบคทีเรียเจริญเติบโตทุกครั้งที่ผ้าเริ่มมีความชื้นหรืออุ่นขึ้นจากความร้อนของร่างกาย
จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การแก้ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่การซักให้สะอาดขึ้นตามปกติ แต่ต้องอาศัยตัวช่วยที่มีความสามารถเฉพาะในการสลายไขมันโดยตรง อย่างเอนไซม์ประเภทไลเปส (Lipase) ที่มีคุณสมบัติย่อยสลายไขมันโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่พบได้ในน้ำยาซักผ้ากลุ่มเอนไซม์ หรือการใช้ตัวช่วยธรรมชาติอย่างน้ำส้มสายชูที่มีฤทธิ์เป็นกรดช่วยสลายคราบน้ำมันได้ในระดับหนึ่ง แทนที่จะพึ่งพาผงซักฟอกทั่วไปเพียงอย่างเดียว
เมื่อเข้าใจต้นตอที่แท้จริงแบบนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ชัดว่าทำไมการซักเสื้อกีฬาเหม็นเหงื่อด้วยวิธีเดิมๆ ถึงไม่ได้ผล และทำไมต้องปรับวิธีการซักให้ต่างออกไปจากเสื้อผ้าทั่วไป ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเภทเส้นใยผ้าด้วยเช่นกัน ที่จะพาไปดูรายละเอียดในหัวข้อถัดไปค่ะ
ซักเหมือนกันแต่ทำไมเหม็นกว่า? เส้นใยสังเคราะห์กับกลิ่นเหงื่อที่ฝังแน่นกว่า ตัวการร้ายที่ซ่อนอยู่ในชุดกีฬา
เคยสังเกตไหมคะว่าเสื้อกีฬาที่ทำจากผ้าใยสังเคราะห์มักมีกลิ่นเหงื่อฝังแน่นกว่าเสื้อยืดผ้าฝ้ายทั่วไป ทั้งที่ใส่ออกกำลังกายด้วยความหนักเบาเท่าๆ กัน 🤔 คำตอบอยู่ที่คุณสมบัติทางเคมีของเส้นใยแต่ละชนิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ
ผ้าใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์มีคุณสมบัติที่เรียกว่า "ไฮโดรโฟบิก" คือไม่ชอบน้ำ ทำให้เส้นใยประเภทนี้ผลักน้ำออกแต่กลับดึงดูดน้ำมันเข้าหาตัวเองได้ดีเป็นพิเศษ นั่นหมายความว่าเมื่อซีบัมจากผิวหนังสัมผัสกับเส้นใยโพลีเอสเตอร์ มันจะยึดเกาะแน่นและสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกครั้งที่สวมใส่ แทนที่จะหลุดออกไปได้ง่ายเหมือนกับเส้นใยธรรมชาติ
ในทางกลับกัน ผ้าฝ้ายมีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ดีตามธรรมชาติ ทำให้ความร้อนจากน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนในการซักสามารถช่วยละลายและขจัดคราบน้ำมันออกจากเส้นใยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่สำหรับเสื้อกีฬาที่เป็นผ้าใยสังเคราะห์ ปัญหาซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น เพราะเนื้อผ้าประเภทนี้มักไม่สามารถทนความร้อนสูงได้เหมือนผ้าฝ้าย การซักด้วยน้ำร้อนจัดเพื่อละลายคราบน้ำมันจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ทำได้ ทำให้น้ำมันที่สะสมอยู่ยิ่งกำจัดออกได้ยากขึ้นไปอีก
เมื่อแบคทีเรียเข้ามาตั้งรกรากในคราบน้ำมันที่ฝังอยู่ในเส้นใยสังเคราะห์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง มันสามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่าไบโอฟิล์มขึ้นมา ซึ่งเป็นชั้นปกป้องตัวเองที่ทำให้การซักด้วยวิธีปกติยากที่จะกำจัดออกได้หมด นี่จึงเป็นที่มาของกลิ่นที่เรียกกันติดปากว่า "กลิ่นติดถาวร" เพราะทันทีที่ผ้าอุ่นขึ้นจากความร้อนของร่างกายหรือเหงื่อใหม่ กลิ่นเดิมที่เคยถูกกลบไว้ก็จะกลับมาอีกครั้ง แม้จะเพิ่งซักมาหมาดๆ ก็ตาม
อีกปัจจัยที่ทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นคือการยัดเสื้อผ้าลงเครื่องซักแน่นเกินไป เพราะในถังซักที่แออัด น้ำยาซักผ้าปกติอาจแค่ย้ายตำแหน่งแบคทีเรียไปมา แทนที่จะชะล้างออกจากเนื้อผ้าได้จริง ยิ่งตอกย้ำให้เสื้อกีฬาที่ทำจากใยสังเคราะห์เหม็นกว่าผ้าฝ้ายในสถานการณ์เดียวกัน
การเข้าใจความแตกต่างของเส้นใยแบบนี้เอง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เลือกวิธีแช่และซักที่เหมาะสมกับชุดกีฬาโดยเฉพาะ แทนที่จะใช้วิธีเดียวกับการซักเสื้อผ้าฝ้ายทั่วไป ซึ่งจะพาไปดูรายละเอียดในหัวข้อถัดไปค่ะ
ล็อกเป้าสูตรเคลียร์ผ้าสะอาด วิธีแช่และซักเสื้อผ้าที่มีกลิ่นเหงื่อฝังแน่น รู้ไว้ก่อนกดปุ่มซักรอบหน้า
รู้ต้นตอของปัญหากันไปแล้ว มาถึงขั้นตอนสำคัญที่สุดคือวิธีแช่และซักที่จะช่วยให้เสื้อเหม็นเหงื่อซักไม่ออกกลับมาสะอาดหอมได้จริง 🧴 เพราะอย่างที่รู้กันว่าซีบัมที่ฝังลึกในเส้นใยต้องใช้วิธีที่เข้มข้นกว่าการซักปกติทั่วไป
แยกเสื้อกีฬาออกจากผ้าชนิดอื่นก่อนแช่
เพื่อควบคุมสัดส่วนตัวช่วยแช่ได้แม่นยำ และป้องกันไม่ให้กลิ่นหรือคราบน้ำมันแพร่ไปติดผ้าชิ้นอื่นที่ไม่ได้มีปัญหา
เลือกใช้ตัวช่วยแช่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นในแต่ละรอบ
ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้มสายชูหรือเบกกิ้งโซดา ให้เลือกใช้เพียงชนิดเดียวต่อรอบการแช่ ห้ามผสมสารทำความสะอาดหลายชนิดเข้าด้วยกันเด็ดขาด โดยเฉพาะการผสมน้ำส้มสายชูหรือเบกกิ้งโซดาเข้ากับน้ำยาฟอกขาว เพราะอาจเกิดปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดแก๊สอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
แช่ในน้ำอุณหภูมิที่เหมาะกับเนื้อผ้า
สำหรับผ้าฝ้ายที่ทนความร้อนได้ ให้ใช้น้ำอุ่นถึงร้อนเพื่อช่วยละลายคราบน้ำมันได้ดีขึ้น ส่วนผ้าใยสังเคราะห์ที่ไม่ทนความร้อนสูง ให้ใช้น้ำอุ่นเล็กน้อยแทน เพื่อไม่ให้เนื้อผ้าเสียหาย
แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง
ระยะเวลานี้เพียงพอให้ตัวช่วยแช่มีเวลาสลายคราบน้ำมันและลดจำนวนแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในเส้นใย แต่ไม่ควรแช่นานเกินไปหรือข้ามคืน เพราะน้ำที่นิ่งเป็นเวลานานอาจกลายเป็นแหล่งเพาะแบคทีเรียใหม่แทน
ขยำเบาๆ บริเวณจุดที่มีกลิ่นแรงเป็นพิเศษ
เช่น รักแร้เสื้อหรือคอเสื้อ เพื่อช่วยให้น้ำแช่แทรกซึมเข้าเนื้อผ้าได้ลึกขึ้น และช่วยคลายคราบน้ำมันสะสมออกมาได้ดีกว่าปล่อยแช่เฉยๆ
เลือกน้ำยาซักผ้าที่มีเอนไซม์ช่วยสลายไขมันในรอบซักจริง
หลังแช่เสร็จ ควรใช้น้ำยาซักผ้าที่มีส่วนผสมของเอนไซม์กลุ่มไลเปส เพราะเป็นเอนไซม์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะในการสลายไขมันอย่างซีบัม ช่วยให้ล้างออกจากเส้นใยได้มีประสิทธิภาพกว่าน้ำยาซักผ้าทั่วไปที่ไม่มีส่วนผสมนี้
ซักผ้าใยสังเคราะห์แบบกลับด้านใน
การกลับเสื้อผ้าเอาด้านในออกก่อนซัก ช่วยให้ด้านที่สัมผัสผิวหนังโดยตรงซึ่งมีคราบน้ำมันสะสมมากที่สุด ได้สัมผัสกับน้ำยาซักผ้าโดยตรงมากขึ้น
เพิ่มรอบล้างน้ำเปล่าหลังซักเสร็จ
เพื่อชะล้างคราบและสารตกค้างจากการแช่และซักให้หมดจด ลดโอกาสที่คราบเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งอาหารให้แบคทีเรียเจริญเติบโตต่อในรอบซักถัดไป
การทำตามขั้นตอนแบบนี้ก่อนกดปุ่มซักรอบหน้า จะช่วยให้เสื้อกีฬาที่เคยมีกลิ่นเหงื่อฝังแน่นกลับมาสะอาดจริง ไม่ใช่แค่หอมกลบกลิ่นชั่วคราวเหมือนที่เคยเจอมาค่ะ
เผยภัยเงียบของการดองเสื้อกีฬาในที่อับที่คนส่วนใหญ่ชอบทำ
ออกกำลังกายเสร็จ เหงื่อท่วมตัว แล้วรีบยัดเสื้อกีฬาลงกระเป๋าหรือถุงพลาสติกปิดสนิทเพื่อรีบกลับบ้าน นี่คือพฤติกรรมที่คนส่วนใหญ่ทำกันเป็นประจำ แต่รู้ไหมคะว่านี่แหละคือภัยเงียบตัวจริงที่ทำให้กลิ่นเหงื่อฝังแน่นยิ่งกว่าเดิม 😨
ทันทีที่เสื้อกีฬาที่ชุ่มเหงื่อถูกยัดลงในพื้นที่ปิดสนิทอย่างถุงหรือกระเป๋าออกกำลังกาย ความชื้นที่สะสมอยู่จะไม่มีทางระบายออกไปไหนได้เลย กลายเป็นสภาพแวดล้อมแบบอับชื้นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแบคทีเรียในการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ยิ่งเสื้อผ้าถูก "ดอง" อยู่ในสภาพแบบนี้นานเท่าไหร่ ตั้งแต่ระหว่างเดินทางกลับบ้านไปจนถึงลืมหยิบออกมาทิ้งไว้ในกระเป๋าข้ามคืน แบคทีเรียก็ยิ่งมีเวลาย่อยสลายคราบซีบัมและสร้างกลิ่นเปรี้ยวฝังลึกมากขึ้นเท่านั้น
จุดที่อันตรายกว่านั้นคือ ความร้อนภายในกระเป๋าหรือถุงที่ปิดสนิท โดยเฉพาะถ้าทิ้งไว้ในรถหรือที่ที่มีอุณหภูมิสูง จะยิ่งเร่งปฏิกิริยาการเจริญเติบโตของแบคทีเรียให้เร็วขึ้นไปอีก เพราะแบคทีเรียชอบทั้งความชื้นและความอุ่น ซึ่งพื้นที่ปิดแบบนี้ให้ทั้งสองอย่างพร้อมกันอย่างครบครัน
หลายคนอาจคิดว่าแค่ทิ้งไว้ไม่นาน ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ความจริงแล้วแบคทีเรียเริ่มทำงานได้ตั้งแต่ไม่กี่นาทีแรกที่ผ้าชื้นสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ กลิ่นก็ยิ่งฝังลึกเข้าไปในเส้นใยมากขึ้นเท่านั้น จนบางครั้งแม้จะรีบนำมาซักทันทีที่นึกได้ ก็อาจไม่สามารถกำจัดกลิ่นได้หมดจดเหมือนกับผ้าที่ได้รับการจัดการทันทีหลังใช้งาน
สิ่งที่ควรทำแทนคือการปล่อยให้เสื้อกีฬาได้สัมผัสอากาศก่อนนำไปเก็บ หรือหากจำเป็นต้องใส่กระเป๋าจริงๆ ควรเลือกกระเป๋าที่มีช่องระบายอากาศแยกสำหรับผ้าเปียกโดยเฉพาะ แทนที่จะปะปนกับของใช้อื่นในพื้นที่ปิดสนิท เพื่อไม่ให้ภัยเงียบตัวนี้มาทำลายความพยายามในการซักที่ถูกวิธีทั้งหมดที่ทำมาก่อนหน้านี้

อย่าเหนื่อยฟรีเพราะความเคยชิน! ข้อผิดพลาดที่ทำให้กลิ่นเหงื่อยิ่งฝังลึก ชี้จุดตกม้าตายที่คนส่วนใหญ่ทำพลาด
ทำทุกขั้นตอนมาถูกต้องแล้ว ทั้งแช่ ทั้งเลือกน้ำยาเอนไซม์ แต่ถ้ายังมีพฤติกรรมความเคยชินบางอย่างที่ทำโดยไม่รู้ตัว ความพยายามทั้งหมดอาจสูญเปล่าได้เหมือนกันค่ะ 😮💨 มาเช็กกันว่ามีจุดตกม้าตายอะไรบ้างที่คนส่วนใหญ่มักทำพลาดจนกลิ่นเหงื่อยิ่งฝังลึกกว่าเดิม
ใช้น้ำร้อนจัดกับเสื้อผ้าใยสังเคราะห์
หลายคนเข้าใจว่ายิ่งน้ำร้อนยิ่งฆ่าเชื้อได้ดี แต่สำหรับผ้าใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์ ความร้อนสูงกลับส่งผลตรงกันข้าม เพราะแทนที่จะละลายคราบน้ำมันออกจากเส้นใย ความร้อนกลับไป "อบ" ให้คราบซีบัมและกลิ่นยึดติดแน่นกับเส้นใยสังเคราะห์มากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเส้นใยประเภทนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทนความร้อนสูงเหมือนผ้าฝ้าย
ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มกับเสื้อกีฬาเป็นประจำ
น้ำยาปรับผ้านุ่มทำงานด้วยการเคลือบฟิล์มบางๆ ไว้บนเส้นใยผ้า ซึ่งฟิล์มนี้เองที่ไปปิดผนึกแบคทีเรียและกลิ่นให้ติดแน่นอยู่ในเนื้อผ้ามากขึ้น แทนที่จะช่วยให้หอมอย่างที่ตั้งใจ กลับกลายเป็นตัวการที่ทำให้กลิ่นกลับมาเร็วขึ้นทุกครั้งที่สวมใส่
ใส่เสื้อกีฬาซ้ำโดยไม่ซักก่อนออกกำลังกายรอบถัดไป
พฤติกรรมนี้พบได้บ่อยในคนที่ออกกำลังกายทุกวัน เพราะคิดว่าใส่แค่ไม่กี่ชั่วโมงคงไม่เป็นไร แต่การใส่ซ้ำโดยไม่ซัก ทำให้คราบซีบัมและแบคทีเรียสะสมทับซ้อนกันมากขึ้นในทุกรอบ ยิ่งใส่ซ้ำหลายครั้งเท่าไหร่ กลิ่นก็ยิ่งฝังลึกจนซักครั้งเดียวไม่พอที่จะกำจัดออกได้หมด
ยัดเสื้อกีฬาแน่นเครื่องซักผ้ารวมกับผ้าอื่น
การซักเสื้อกีฬาปนกับผ้าจำนวนมากในรอบเดียว ทำให้น้ำยาซักผ้าเจือจางและไม่มีสมาธิเพียงพอที่จะสลายคราบน้ำมันในเสื้อกีฬาได้อย่างเต็มที่ ยิ่งถังซักแออัดมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการกำจัดกลิ่นก็ยิ่งลดลงเท่านั้น
ตากผ้าไม่แห้งสนิทก่อนนำไปใส่ซ้ำหรือเก็บ
แม้จะซักและแช่ถูกวิธีแล้ว แต่ถ้าตากไม่แห้งสนิทเพราะรีบใช้หรือรีบเก็บ ความชื้นที่หลงเหลืออยู่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้แบคทีเรียที่รอดจากการซักกลับมาเจริญเติบโตใหม่อีกครั้ง ทำให้กลิ่นเปรี้ยวดีดกลับมาเร็วกว่าที่ควร
การเลี่ยงข้อผิดพลาดจากความเคยชินเหล่านี้ อาจต้องปรับพฤติกรรมที่ทำมานานจนคุ้นชิน แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ทุกรอบการซักที่ลงแรงไปไม่ต้องสูญเปล่า และทำให้เสื้อกีฬากลับมาสะอาดหอมได้จริงในระยะยาวค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ทำไมซักเสื้อกีฬาแล้วกลิ่นเหงื่อยังไม่หาย ทั้งที่ใช้น้ำยาดี?
เพราะต้นตอของกลิ่นไม่ได้มาจากเหงื่อโดยตรง แต่มาจากซีบัม (น้ำมันจากผิวหนัง) ที่ฝังลึกในเส้นใยผ้า ซึ่งผงซักฟอกทั่วไปไม่สามารถสลายออกได้หมด ต้องอาศัยน้ำยาที่มีเอนไซม์ไลเปสหรือการแช่ก่อนซักเพื่อสลายคราบน้ำมันโดยเฉพาะ
2. ทำไมเสื้อกีฬาใยสังเคราะห์เหม็นกว่าเสื้อผ้าฝ้าย?
เพราะเส้นใยสังเคราะห์อย่างโพลีเอสเตอร์มีคุณสมบัติไฮโดรโฟบิก คือผลักน้ำแต่ดึงดูดน้ำมันได้ดี ทำให้ซีบัมยึดเกาะแน่นในเนื้อผ้า อีกทั้งยังไม่ทนความร้อนสูงเหมือนผ้าฝ้าย จึงไม่สามารถใช้น้ำร้อนช่วยละลายคราบน้ำมันได้เหมือนผ้าฝ้าย
3. แช่เสื้อผ้าที่มีกลิ่นเหงื่อฝังแน่น ควรแช่นานแค่ไหน?
ควรแช่อย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อให้ตัวช่วยแช่มีเวลาสลายคราบน้ำมันได้เต็มที่ แต่ไม่ควรแช่นานเกินไปหรือข้ามคืน เพราะน้ำที่นิ่งนานอาจกลายเป็นแหล่งเพาะแบคทีเรียใหม่แทน
4. ออกกำลังกายเสร็จแล้ว ควรทำอะไรกับเสื้อกีฬาทันที?
ควรปล่อยให้เสื้อได้สัมผัสอากาศก่อนนำไปเก็บ หลีกเลี่ยงการยัดเสื้อที่ยังชุ่มเหงื่อลงในถุงหรือกระเป๋าปิดสนิท เพราะความชื้นที่ถูกกักไว้ในพื้นที่ปิดจะเร่งให้แบคทีเรียเจริญเติบโตเร็วขึ้นมาก
5. ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มกับเสื้อกีฬาได้ไหม?
ไม่แนะนำค่ะ เพราะน้ำยาปรับผ้านุ่มจะเคลือบฟิล์มบางๆ บนเส้นใย ซึ่งไปปิดผนึกแบคทีเรียและกลิ่นให้ติดแน่นในเนื้อผ้ามากขึ้น แทนที่จะช่วยให้หอม กลับทำให้กลิ่นกลับมาเร็วขึ้นทุกครั้งที่สวมใส่

0 ความคิดเห็น